เจ็บหน้าอก! อาจเป็นภัยร้ายของเส้นเลือดหัวใจตีบ

“โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” ที่หลายคนอาจมองเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้วกลับใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด เป็นอีกหนึ่งโรคร้าย ที่คร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็ง

โรคเส้นเลือดในสมองตีบ (Ischemic Stroke) เป็นภาวะที่สมองขาดออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยง โดยเกิดการหนาตัวของผนังหลอดเลือดจากการมีไขมันมาสะสมตามผนังหลอดเลือด ส่งผลให้เลือดไหลผ่านไปได้น้อยลง ซึ่งถ้าเกิดการสะสมและหนามาก จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เกิดความเสียหายต่อบริเวณนั้น ๆ ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมอวัยวะและระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายได้   ซึ่งในบางรายอาจกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมีอาการผิดปกติ เช่น ตามองไม่เห็น ชาครึ่งซีก เป็นต้น แต่หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็จะมีโอกาสลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

โรคหัวใจตีบคืออะไร? อันตรายแค่ไหน?

โรคเส้นเลือดในสมองตีบ (Ischemic Stroke) เป็นภาวะที่สมองขาดออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยง โดยเกิดการหนาตัวของผนังหลอดเลือดจากการมีไขมันมาสะสมตามผนังหลอดเลือด ส่งผลให้เลือดไหลผ่านไปได้น้อยลง ซึ่งถ้าเกิดการสะสมและหนามาก จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เกิดความเสียหายต่อบริเวณนั้น ๆ ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมอวัยวะและระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายได้   ซึ่งในบางรายอาจกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมีอาการผิดปกติ เช่น ตามองไม่เห็น ชาครึ่งซีก เป็นต้น แต่หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็จะมีโอกาสลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

อาการของโรคเส้นเลือดหัวใจเป็นอย่างไร?

1. มักจะเหนื่อยง่ายเฉียบพลัน เวลาที่ออกกำลังหรือต้องใช้แรงจำนวนมาก

2. หายใจหอบ หายใจเข้าได้ไม่เต็มปอด และไม่สามารถนอนราบกับพื้นได้

3. หน้ามืด เวียนหัว และแน่นหน้าอก เนื่องจากความดันโลหิตต่ำแบบเฉียบพลัน

4. เจ็บหน้าอกเหมือนถูกเค้นแรงๆ หมายรวมไปถึงอาการร้าวตั้งแต่ คอ กราม ไหล่ และแขน 2 ข้าง

5. ในกรณีที่รุนแรง อาจหมดสติหรือมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจวาย

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

 ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มีทั้งปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เพศ อายุ เชื้อชาติ และพันธุกรรม โดยมักจะเกิดในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเพศชาย แต่หากเพศหญิงหมดประจำเดือนก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเช่นกัน แล้วถ้ายิ่งสมาชิกในครอบครัวมีประวัติการป่วยที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้มาก่อน ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงมากขึ้น

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ มักเป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดจากพฤติกรรมของตนเอง ซึ่งโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะเกิดขึ้นเมื่อมีอาการและพฤติกรรม ดังต่อไปนี้
1. มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน
2. เป็นโรคเบาหวาน
3. มีความดันโลหิตสูง
4. มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ
5. มีความเครียดสะสม
6. ไม่ค่อยออกกำลังกาย
7. ไม่ค่อยกินผักและผลไม้
8. สูบบุหรี่จัด
ซึ่งสามารถลดปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ได้ เพียงแค่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น

วิธีการรักษาเป็นอย่างไร?
การใช้ยา วิธีขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน (Balloon Angioplasty) : วิธีนี้จะช่วยดันไขมันอุดตันให้ชิดกับผนังหลอดเลือด ขยายหลอดเลือดที่ตีบตันให้เลือดสามารถวิ่งผ่านได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

การผ่าตัด ทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting) : วิธีผ่าตัดทางเดินเลือดหล่อเลี้ยงหัวใจใหม่ ด้วยการสร้าง “ทางเบี่ยง” หรือที่รู้จักกันว่า “การผ่าตัด Bypass” โดยใช้หลอดเลือดจากส่วนอื่นมาต่อเข้ากับหลอดเลือดหัวใจบริเวณที่ตีบหรืออุดตัน เพื่อให้สามารถลำเลียงเลือดและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดีขึ้น

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบได้อย่างไรบ้าง?

ถึงแม้ส่วนหนึ่งของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจจะมาจากปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างพันธุกรรม เพศ และอายุ แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกหลายอย่างที่มาจากการกระทำของเราเอง เพราะฉะนั้นการป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคนี้ที่ดีที่สุด ก็คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ จนเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ตามแนวทางต่อไปนี้..

เริ่มจากปรับพฤติกรรมการกินให้เหมาะสมกับจำนวนพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ต่อวัน เพื่อให้พลังงานในร่างกายเกิดความสมดุล

เลือกกินอาหารที่มีแคลอรี่ (Kcal) หรือไขมันต่ำ และเน้นกินผักผลไม้ให้หลากหลายมากขึ้นรวมถึงลดอาหารที่หวานจัดและเค็มจัด

ออกกำลังกายและทำกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหว ประมาณ 30 นาทีต่อวัน เพื่อพัฒนาความแข็งแรงของระบบการทำงานหัวใจ

งดการสูบบุหรี่ และผ่อนคลายความเครียดด้วยกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ชอบ เพื่อลดความตึงเครียด

        หากเริ่มสงสัยว่าตัวเองเริ่มมีอาการของโรคเส้นเลือดในสมองตีบ ควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อการรักษาที่รวดเร็วและลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตเฉียบพลัน

Write A Comment